 |
 |
| |
|
 |
มาปักกิ่งทั้งที
เราก็เลยคิดว่าควรเริ่มต้นทริปที่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม
ถ้าไม่ได้ไปที่แห่งนี้ ก็เรียกได้ว่ายังมาไม่ถึงกรุงปักกิ่ง
... สถานที่ ๆ ว่านี้ก็คือ พระราชวังโบราณ "กู้กง"
หรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า พระราชวังต้องห้าม
นั่นเอง สถานที่นี้เคยเป็นวังหลวงและเป็นที่ประทับของจักรพรรดิจีนในราชวงศ์หมิงและชิง
ตัวอาคารต่าง ๆ ภายในพระราชวังสร้างด้วยไม้ ซึ่งประกอบด้วยห้องหับต่าง
ๆ ถึง 9,999 ห้อง บนเนื้อที่กว่า 720,00
ตารางเมตร พระราชวังต้องห้ามปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพื้นที่ใช้สอยบางส่วน
อาทิ ตำหนักว่าราชการชั้นใน, ห้องบรรทม, ห้องสนมนางกำนัน
และสวนชมจันทร์ที่สวยงาม (เนื่องจากเป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่มาก
ไม่สามารถเปิดให้ชมทั้งหมดได้ ใหญ่ขนาดที่ว่า สมมุติถ้าให้นอนคืนละห้อง
กว่าจะนอนครบทั้งวัง ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี)
คลิกที่นี่
เพื่อชมภาพถ่ายดาวเทียม พระราชวังต้องห้าม ผ่านทาง Google
Maps
จากพระราชวังต้องห้าม เราสามารถเดินต่อออกไปได้ที่ จตุรัสเทียนอันเหมิน
ซึ่งเป็นจตุรัสที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง
เป็นที่ตั้งของอนุเสาวรีย์วีรชน ศาลามหาประชาคม อนุสรณ์สถานรำลึกเหมาเจ๋งตง
นอกจากนี้ยังสามารถชม ตึกรัฐสภาและศาลาประชาชนที่ยิ่งใหญ่งดงามซึ่งตั้งอยู่ในละแวกนั้นได้อีกด้วย
อีกสถานที่ ๆ สำคัญและไม่ควรพลาดชมก็คือ กำแพงเมืองจีน
ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นสัญลักษณ์ที่มีความโดดเด่นของประเทศจีน
มีความเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ซึ่งสร้างขึ้นตามคำบัญชาของจักรพรรดิฉินซีแห่งราชวงศ์ฉิน
ผู้รวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่น เพื่อเป็นเครื่องกีดขวางของชนเผ่าผู้รุกรานจากทางเหนือ
โดยพระองค์ได้บัญชาให้ทำการเชื่อมต่อกำแพงเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
จนมีความยาวทั้งสิ้นถึงกว่า 17,200 ลี้ หรือประมาณ
6,350 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมอาณาบริเวณถึง
5 มณฑล 2 แคว้นการปกครอง ตลอดไปจนถึงทะเลทรายโกบี เมื่อได้ทอดสายตาไปตามแนวกำแพงยักษ์นี้
จะรู้สึกได้ว่า กำแพงหมื่นลี้ นี้ เปรียบเสมือนพญามังกรที่พาดพันไปตามยอดเขาด้วยท่วงท่าที่องอาจสง่างาม
สถานที่ท่องเที่ยวที่สุดท้ายที่อยากแนะนำสำหรับเมืองปักกิ่งนี้ก็คือ
หอบูชาเทียนถาน ซึ่งก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่สง่างาม
มีความสูง 38 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้าง 30 เมตร
ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1420 ช่วงเวลาเดียวกันกับพระราชวังต้องห้าม
และใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 14 ปี ที่นี่เคยถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินของจักรพรรดิในสมัยโบราณ
เพื่อคุ้มครองเหล่าปวงประชาชาวจีนให้มีความสมบูรณ์ทางพืชพันธุ์ธัญญาหาร
สำหรับเรื่องอาหารการกินมาปักกิ่งทั้งที ก็ไม่พลาดที่จะลิ้มลองเมนู
เป็ดปักกิ่ง แบบออริจินอลดูซิว่าจะเหมือนหรือแตกต่างจากบ้านเรายังไง
... ปรากฏว่าแตกต่าง เพราะเป็ดปักกิ่งที่นี่เค้าจะรับประทานเนื้อเป็ดด้วย
ไม่ได้รับประทานแค่หนังอย่างเดียวแบบที่บ้านเรา โดยวิธีการก็จะทานพร้อมกับต้นหอมซอย
ราดด้วยน้ำจิ้ม แล้วห่อด้วยแผ่นแป้งพร้อมรับประทาน ในขณะที่เมนูอื่น
ๆ ในปักกิ่งก็จะเรียกได้ว่ารสชาติค่อนข้างจืดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นผัดหรือต้มอะไรก็ตาม
เพราะว่าคนเมืองนี้ทำอาหารไม่ค่อยใส่ซีอิ๊วน้ำมันหอยแบบอาหารกวางตุ้งหรือฮกเกี้ยน
เค้าจะเหยาะแค่เกลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทางที่ดี ถ้ามาปักกิ่งแล้วรู้ตัวว่าตนเองทานจืดไม่ได้
หรือเป็นคนติดอาหารรสจัด ก็อย่าลืมติดซอสซีอิ๊วปรุงรสต่าง
ๆ หรือน้ำพริกมาด้วยละกันนะ
ออกจากภัตตาคารมาเดินตามท้องถนน ก็จะพบอาหารง่าย ๆ ที่ขายตามร้านข้างทางทั่วไป
อาทิ ไข่ต้มชา เป็นไข่ทั้งใบ ยังไม่ปลอกเปือก
ไปต้มอยู่ในน้ำชาสีดำ ๆ ดูไปก็คล้าย ๆ พะโล้ ... อีกอันที่พบได้บ่อย
ๆ ก็คือ ลูกชิ้นต้มเสียบไม้ ถ้าเป็นเมืองเราจะเห็นแต่ลูกชิ้นปิ้งหรือทอด
แต่ที่ปักกิ่งเป็นเมืองหนาว ก็เลยนิยมทานอะไรที่ร้อน ๆ สา่มารถให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้
ก็เลยจะเป็นลูกชิ้นต้ม เสียบด้วยไม้ที่ดูสวยงาม เวลาซื้อ
เค้าจะใส่ถ้วยกระดาษมาให้พร้อมน้ำซุปไว้ดื่มแก้หนาว
ส่วนในเรื่องของ ของฝากของที่ระลึก ก็คงหนีไม่พ้น "หยก"
หยกที่นี่ถือเป็นของฝากที่ล้ำค่าและขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็น
กำไลหยก แหวนหยก ... นอกจากนี้ก็ยังมี เครื่องลางศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า
"ปี่เซี๊ยะ" หรือ "ผี่ชิว"
ลักษณะมีหัวคล้ายมังกร ตัวคล้ายสิงโต เป็นสัตว์มงคลที่มีปากแต่ไม่มีทวาร
เป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก ร้านค้าหรือธนาคารนิยมมีไว้บูชา
เพื่อเก็บกักเงินทองไม่ให้รั่วไหลและขจัดสิ่งอัปมงคล
คลิกที่นี่
เพื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
"ปักกิ่ง" ใน Wikipedia |
 |
|
 |
|